ในตอนนี้เราก็จะขอนำเรื่องราวที่พอจะเก็บเล็กผสมน้อยจากการฝึกอบรมดังกล่าวได้ มาเผยแพร่แก่ชาวคณะฯ เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการศึกษาดูงาน ซึ่งเป็นกิจกรรมใหม่ในการจัดฝึกอบรมของ ศบมท. ของเรา
เริ่มจากการนัดหมายในวันสุดท้ายของการฝึกอบรม คือวันที่ 29 ก.พ. 2551 มีเหตุขลุกขลักเล็กน้อยในการลงทะเบียนก่อนขึ้นรถบัส เนื่องจากผู้เข้าอบรมหลายท่านไม่ทราบว่าจะต้องมาลงทะเบียนที่ลานจอดรถด้านหน้าโรงแรม เลยมีบางส่วนที่ยังนั่งรอที่บริเวณลอบบี้ของโรงแรม จนใกล้เวลาเดินทาง ทางเราก็ได้ไปขอให้โรงแรมประกาศเสียงตามสายให้ จึงเริ่มมีคนทยอยเดินออกมาจากโรงแรม ในส่วนนี้ก็ถือเป็นการเรียนรู้ของผู้จัดฝึกอบรมว่า ในการจัดอบรมนั้น การประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและชัดเจนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น อาจจัดทำเป็นป้ายประกาศที่เห็นได้ชัดเจน หรือประกาศซ้ำๆในห้องบรรยายก็ได้ อย่างไรก็ตามเท่าที่เคยสังเกตมาจากการจัดฝึกอบรมหลายครั้ง คือ ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่มักจะตั้งใจรับฟังการประกาศประชาสัมพันธ์กำหนดการ การเปลี่ยนแปลง หรือการนัดหมายต่างๆ ในวันแรกของการฝึกอบรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปิดการฝึกอบรมมากกว่าช่วงเวลาอื่น ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ทางผู้จัดการฝึกอบรมก็ควรจะต้องจัดทำกำหนดการ การนัดหมายต่างๆที่แน่นอนและชัดเจนก่อนการฝึกอบรม และประชาสัมพันธ์ให้ผู้เข้าอบรมทราบในวันแรกของการอบรมจะได้ผลดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่ก็มีความกระตือรือร้นและสนใจเกี่ยวกับศึกษาดูงานครั้งนี้พอสมควร เราออกเดินทางจากโรง
เดินทางถึงศูนย์ข้อมูลเวียงกุมกาม ในเขตพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เวลาประมาณ 09.15 น. โดยได้รับแจ้งจากปลัดอบต. คือ พี่ลักขณา ฤาชา ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของคณะเราเอง ว่า เนื่องจากห้องประชุมของ อบต.ท่าวังตาลกำลังปรับปรุงอยู่ จึงขอมารับรองคณะดูงานของเราที่ศูนย์ข้อมูลนี้แทน ซึ่งก็ตั้งอยู่ติดกันกับที่ว่าการ อบต. ท่าวังตาลนั่นเอง
นอกจากจะมีปลัดอบต.มาให้การต้อนรับแล้ว เรายังได้รับเกียรติจากนายกองค์การบริหารส่วนตำ
จากการบรรยายของท่านนายก อบต. ทำให้เราทราบว่า ตอนนี้ เวียงกุมกามยังอยู่ในกำกับดูแลของ อำเภอสารภีอยู่ ซึ่งอีกไม่นาน อำเภอก็จะถ่ายโอนอำนาจหน้าที่การบริหารจัดการมาให้อบต.ท่าวังตาล ต่อไป ทั้งนี้ ปัญหาในการบริหารจัดการจึงย่อมมีอยู่ เพราะในส่วนของโบราณสถานนั้นอยู่ในการกำกับดูแลของ กรมศิลปากร ทั้งที่เป็นพื้นที่ในความดูแลของอบต. จึงจำเป็นต้องมีการประสานข้อมูลระหว่าง 3 หน่วยงานกันตลอดเวลา เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆ โดยไม่กระทบต่อโบราณสถาน
และในบางกรณี ก็อาจทำให้ประสบปัญหาในการดำเนินงาน เช่น ปัญหาความล่าช้าในการก่อสร้างห้องน้ำสำหรับนักท่องเที่ยวในบริเวณเวียงกุมกาม เพราะ อบต.ไม่มีอำนาจตัดสินใจดำเนินการ จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากกรมศิลปากรก่อน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของอบต.ท่าวังตาล ประสบความสำเร็จ นั่นคือ การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ โดยมีเครื่องมือสร้างสรรค์การมีส่วนร่วม คือ การประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเสียงตามสาย ในหมู่บ้าน ซึ่งนายก อบต.บอกพวกเราว่า การบอกเล่าแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ถึงความเคลื่อนไหวของ อบต. ตลอดจนความคืบหน้าดำเนินงานเรื่องต่างๆ นั้น สามารถช่วยจูงใจให้ประชาชนสนใจในกิจการงานของ อบต.มากขึ้น เมื่อประชาชนรับรู้การดำเนินงานของอบต.มากขึ้น ก็สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็น หรือเสนอความต้องการต่างๆได้มากขึ้นเช่นกัน
หลังจากนั้น พวกเราก็ขึ้นรถรางจากหน้าศูนย์ข้อมูล มุ่งสู่เวียงกุมกาม นครใต้พิภพกัน (รายละเอียดของเวียงกุมกาม กรุณา อ่านได้ที่นี่) โดยรถรางแต่ละคันจะมีมัคคุเทศก์อาสาประจำรถ ซึ่งก็เป็นคนในพื้นที่นั่นเอง บรรยายอย่างสนุกสนานเป็นกันเองตลอดเส้นทาง และรับค่าตอบแทนแล้วแต่น้ำใจของนักท่องเที่ยว
จากจำนวนวัด 9 วัดเท่าที่ขุดค้นพบได้ในปัจจุบัน รถรางจะจอดให้เราลงไปไหว้พระ 3 ที่ คือ วัดช้างค้ำ วัดพระธาตุขาว และวัดเจดีย์เหลี่ยม ซึ่งแต่ละวัดมีความสวยงามและน่าทึ่งแตกต่างกันไป แต่ต้องขออภัยเพราะจำได้ไม่หมด มีแต่ภาพมาฝาก
จากจำนวนวัด 9 วัดเท่าที่ขุดค้นพบได้ในปัจจุบัน รถรางจะจอดให้เราลงไปไหว้พระ 3 ที่ คือ วัดช้างค้ำ วัดพระธาตุขาว และวัดเจดีย์เหลี่ยม ซึ่งแต่ละวัดมีความสวยงามและน่าทึ่งแตกต่างกันไป แต่ต้องขออภัยเพราะจำได้ไม่หมด มีแต่ภาพมาฝาก
พวกเราใช้เวลาชมเวียงกุมกามประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เดินทางกลับมารับประทานอาหารกลางวันที่ อบต. ท่าวังตาล เสร็จแล้วก็ล่ำลาเจ้าของบ้าน ออกเดินทางต่อไปยังบ้านถวาย
พวกเราเดินทางถึงบ้านถวาย เวลาประมาณ 13.30 น. ที่นี่เราก็ได้รับการต้อนรับเป็นอ
จุดสำคัญที่ทำให้บ้านถวายเติบโตและเป็นที่รู้จักทั่วประเทศและทั่วโลก ก็คือการส่งเสริมจากภาครัฐ ภายใต้แนวคิดหมู่บ้านโอทอป เพื่อให้เกิดการรวมตัวของช่างฝีมือ ผู้ผลิตและผู้ค้าผลิตภัณฑ์โอทอปจากแหล่งต่างๆมาไว้ที่เดียวกัน นอกจากนั้น ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนพื้นที่ เช่นกันกับ อบต.ท่าวังตาล ซึ่งคุณประพันธ์บอกเราว่า ร้านค้ากว่า 200 ร้านในพื้นที่บ้านถวายส่วนใหญ่คือบ้านเรือนประชาชนเดิม ซึ่งยินดีเปิดบ้านเป็นหน้าร้าน โดยการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มแข็งเพื่อสนับสนุนการผลิตสินค้าหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์ออกสู่โลกภายนอก ประกอบกับการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีคณะกรรมการบริหารกลุ่มหัตถกรรมบ้านถวาย ทำให้บ้านถวายเป็นชุมชนหัตถกรรมที่โดดเด่นชุมชนหนึ่งของประเทศไทย
หลังจากนั้น เราก็ปล่อยให้คณะดูงานได้เดินดูบ้านถวายโดยรอบประมาณ 45 นาที ก่อนออกเดินทางกลับยังโรงแรมกรีนเลครีสอร์ท ในเวลาประมาณ 15.00 น.
จากการประเมินตนเองของคณะทำงาน ก็ถือว่าในส่วนของการศึกษาดูงานนั้นค่อนข้างเป็นไปตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ และแม้ว่าในส่วนของการบรรยายอาจไม่เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ แต่การได้มาดูได้มาเห็นสถานที่จริง ก็ย่อมทำให้เกิดการจุดประกายความคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี เช่น การบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวในท้องถิ่น การบริหารจัดการชุมชนร้านค้าในท้องถิ่น เป็นต้น (แบบที่ พอเห็นแล้วก็ร้อง อ๋อ อยู่ในใจว่า เขาทำยังงี้ๆนี่เอง) และก็หวังว่าคงทำให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความคิดใหม่ๆในการนำกลับไปใช้วางแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเองต่อไป
สำหรับคณะทำงานฝึกอบรมครั้งนี้ก็เป็นประสบการณ์การทำงานด้านบริการวิชาการอีกด้าน ที่จะทำให้เกิดการพัฒนาการทำงาน และการเรียนการสอนของแต่ละท่านต่อไปเช่นกัน และคงได้มีประสบการณ์การทำงานอื่นๆมาเล่าสู่กันฟังอีกในโอกาสหน้านะคะ สวัสดีค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น