แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นานาสาระเพื่อคนทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นานาสาระเพื่อคนทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

26F : งานประสิทธิภาพเหนือคู่แข่ง

ศาสตราจารย์ จรูญ สุภาพ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการทำงาน 26F ประสิทธิภาพได้อย่างน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อ เป็นข้อคิดที่มีประโยชน์ในยุคโลกาภิวัตน์นี้ ที่ต้องปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอเพื่อให้ทันวงการที่แข่งขันสูง โดยเฉพาะการทำงานจะใช้แบบเดิมไม่ได้ ทุกคนต้องทำวันนี้ให้ดีกว่าวันวาน องค์กรยุคใหม่ต้องการคนมีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์ เพราะทุกอย่างต้องดีกว่าเดิม

Friendly = เป็นมิตร

ทำงานที่ใดก็ตามหากมีมิตรกับคนรอบตัวมีแต่ได้มากกว่าเสีย ไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไร นาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เพราะนี่คือบันไดของการทำความคุ้นเคย รู้จัก และเปิดใจให้กัน แล้วยังทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดและช่วยสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีในการทำงาน

Feeling = สร้างความรู้สึกที่ดี
ความรู้ลึกที่ดีๆ เกิดจากความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งช่วยให้เกิดความผูกพันและชอบพอรักใคร่ เป็นความเอื้ออาทรต่อกัน เช่น เขางานมากก็ช่วยทำ เขามีทุกข์เราก็ปลอบ เขาทำผิดพลาดก็ให้กำลังใจ เพราะคนเราอาจมีความรู้สึกสะเทือนใจจากสิ่งที่คิดว่าทำดีหรือขึ้นโดยไม่คาดฝันจนทำตัวไม่ถูก งานการจึงอาจไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้ามีคนรู้สึกดีๆ กับเขาบ้าง เขาอาจยืนหยัดสู้กับชีวิตหรืองานต่อไป

Frank = เปิดเผย ตรงไปตรงมา

การทำงานที่ดีต้องยึดหลักประจำใจคือ ไม่หน้าไว้หลังหลอกหรือทำตัวมีลับลมคมใน การทำงานโปร่งใส ตรงไปตรงมา จึงเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่มำให้เชื่อถือวางใจของใครต่อใคร

Fondly = ทำงานด้วยใจรักและอยู่กับเพื่อร่วมงานด้วยความรัก

ความรู้สึกแบบนี้ถ้ามีต่องานจะทำให้ทำงานแบบอยากทำ ไม่ใช่ต้องทำ เป็นการทำงานด้วยความรัก เช่น รักงานขาย ทำให้ชอบการออกไปพบปะคนเพื่อบริการลูกค้าเก่า และแสวงหาลูกค้าด้วยเทคนิคใหม่ๆแล้วพยายามมุ่งมั่นให้ได้ยอดตามเป้าหมาย หรือหากงานรักงานวิจัยก็อยากวิจัยสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นต้น การทำงานด้วยความรักต่อเพื่อร่วมงาน จึงทำงานอย่างมีสุขและมีประสิทธิภาพ

Forgiving = ให้อภัย

การให้อภัยมีแต่จิตใจไม่ขุ่นมัว เนื่องจากหน่วยงานแต่ละแห่งอาจมีคนถูกใจหรือไม่ถูกใจ มีคนชอบหรือไม่ชอบบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราเอาแต่น้อยใจ เสียใจ หรือคุมแค้น คนที่ขาดทุนที่สุดคือเรานั่นเอง ซึ่งจะบั่นทอนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การให้อภัยจุงเป็นยาสมานใจเราเป็นสุขขึ้น

Flexible = ยืดหยุ่นผ่อนปรน
แม้งานจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สถานที่ เงินทอง เป็นต้น แต่บางครั้งการเข้มงวดเกินไป อาจทำให้เพื่อร่วมงานไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้การคิดได้ คิดถูก คิดด้วยปัญญา จึงช่วยทำให้ผ่อนปรนกันได้ หากไม่ทำให้องค์กรเสียหาย เช่น อาจส่งใบเบิกเงินเข้าไปเกินเวลากำหนดบ้าง ก็ไม่ควรยึดกฎเกณฑ์แบบเคร่งครับเกินไปจนทำให้ขาดมิตรได้

Foster = ส่งเสริม
การมีใจต่อกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จะช่วยให้เพื่อนร่วมงาน นาย ลูกน้อง ดีขึ้น ก็น่าจะทำไป นี่คือการลงทุนสร้างมิตร และได้เพื่อนร่วมงานที่มองเราแง่ดี การส่งเสริมนี้อาจทำด้วยคำพูด วาลา ท่าทาง และการช่วยทำงาน โดยเฉพาะนายควรส่งเสริมลูกน้อง และลูกน้องควรส่งเสริมนาย ด้วยการพูดถึงนายในแง่ดีทั้งต่อหน้าและรับหลัง

Fact = ข้อเท็จจริง

งานจะดีมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของข้อมูล เป็นการรับรู้ทั้งในแง่บวกและแง่ลบเพื่อให้งานมีความผิดพลาดน้อยที่สุด ข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอยู่กับการรับรู้ข่าวสารใหม่ๆ เพื่อกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่องค์กร
ดังนั้น หัวหน้างานจึงควรคิดอยู่เสมอว่าต้องได้ข้อเท็จจริงของข้อมูลที่วิเคราะห์สถานการณ์ โดยเฉพาะความสามารถของลูกน้องแต่ละคนในด้านต่างๆ ต้องระมัดระวัง ในการมอบหมายงานตามข้อเท็จจริง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร

Forward = ไม่ย่ำเท้าอยู่กับที่
ทำงานต้องกระตือรือร้นที่ที่จะก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ทำงานแบบอยู่ไปวันๆ เพราะเรื่องของวันนี้อาจใช้ไม่ได้ในวันพรุ่งนี้ วันนี้จึงต้องดีกว่าวันวาน การทำงานให้ก้าวหน้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องใฝ่รู้ รู้รอบ รอบคอบ รับผิดชอบ มีแผนระยะสั้นและแผนระยะยาวการทำงานให้ดีกว่าเดิม

Firm = มั่นคง
ต้องมั่นคงด้วยความรู้ ความคิด ความมุ่งมั่น องค์กรใดมีความมั่นคง มีศักยภาพ จะทำให้ผู้บริหารจนถึงพนักงานเกิดความไว้วางใจ (trust) ที่จะทุ่มใจทุ่มกายทำงานต่อไป ส่วนองค์กรที่ไม่มั่นคงขาดเสถียรภาพ พนักงานจะหมดกำลังใจ

Foresee = เห็นการณ์ไกล
เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าควรทำธุรกิจหรือทำการปรับปรุงงานในด้านใดโดยไม่ละเลยสิ่งใหม่ๆ ที่อาจทำให้ธุรกิจหรืองานเสื่อมถอยหรือล้าหลัง เช่น ประเทศไทย จะเน้นแต่สินค้าเดิมอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อขยายตลาดทั้งในและภายนอกประเทศ หรือข้าราชการบางแห่งต้องลดจำนวนลงเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณและใช้คนอย่างมีคุณค่าหรือสินค้าต้องพัฒนาให้ทันกับ Nano Technology ที่ในอนาคตทุกอย่างจะเล็กลงแต่ประสิทธิภาพสูง

Fit = ความเหมาะสม

ความเหมาะสมเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการทำงาน เป็นความเหมาะสมในด้านการแต่งกาย วาจา ท่าทางและการทำงานยิ่งไปกว่านั้นในการทำงานจะต้องปฏิบัติต่อทุกระดับอย่างเหมาะสมตามตำแหน่งของแต่ละคนโดยไม่ยกตนข่มท่าน หรือทำตัวเหนือกว่าใคร หรือก้าวก่ายการงานของผู้อื่น ขณะเดียวกันไม่ควรทำตัวต่ำต้อยจนกลายเป็นคนหมดความหมาย

Forceful = มีพลัง
พลังงานของแต่ละคนย่อมจะต่างกัน บางคนมีพลังในการทำงานสูงไม่พอ ยังสามารถโน้มน้าวจิตใจให้คนทำงานด้วยความเต็มอกเต็มใจ

Facilitating = ทำให้สะดวกราบรื่นขึ้น
องค์กรที่มีบรรยากาศการทำงานที่เป็นไปอย่างสะดวกสะบายย่อมจะทำให้พนักงานอยากทำงานได้อย่างราบรื่นหรือมีประสิทธิภาพ แต่ในหลายแห่งมีปัญหาที่ทำให้งานยุ่งยากขึ้น งานจะง่ายหรือยากขึ้นกับหัวหน้าที่จะสร้างบรรยากาศการทำงานให้สะดวกมากน้อยแค่ไหน

Functional = ทำได้จริง มีประโยชน์

กิจการทุกอย่างต้องเกิดประโยชน์จริง เป็นไปได้จริง สามารถทำให้เกิดผลงานและได้ผล รวมทั้งต้องจัดให้ทุกคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นจิตสำนึกที่ทุกคนต้องมี การกำหนดสิทธิหน้าที่ของแต่ละคนเป็นส่วนสำคัญในการทำงานอย่างเหมาะสมตามหน้าที่ของตน ก้ไม่เป็นการที่องค์กรจะเจริญขึ้น

Feasible = เป็นไปได้
เป็นเรื่องที่ทั้งนายและลูกน้องช่วยกันทำให้งานหรือโครงการเป็นจริง ทุกคนจึงต้องช่วยกันทำ ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำเป็นน้ำใจที่ทำเพื่อองค์กรให้ได้ผลดีที่สุด

Fast = รวดเร็ว

เป็นความรวดเร็ว เพื่องานจะได้ไม่ล่าช้า เกินกว่าเหตุ ผู้บริหารจึงต้องดูว่าขั้นตอนทำงานใดมีอุปสรรคและทำให้งานเสียหายหรือไม่ได้ดีเท่าที่ควร ก็ต้องขจัดให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นการปรับรูป แบบการทำงาน หรือการปรับปรุงพนักงาน รวมทั้งไม่ลืมว่าการทำงานอย่างรวดเร็ว ต้องมีคุณภาพ โดยไม่ทำงาน แบบหละหลวม จนผลของงานออกมาไม่ดี การทำงานอย่างรวดเร็ว ต้องเข้าใจเป้าหมาย วิธีการและระยะเวลา ที่จำเป็นต้องทำงานให้สำเร็จ

Fight = มีกำลังใจ ไม่ย่อท้อ
กำลังใจที่สำคัญที่สุด คือสู้กับใจของตัวเอง ที่จะทำงานไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะมีอุปสรรค ขวางหน้าแต่ไหน มีนักธุรกิจไม่น้อย ที่แม้ธุรกิจจะล้มเหลว ก็ลุกขึ้นมาสู้ จนประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะคนเป็นหัวหน้า ต้องไม่ย่อท้อ ลูกน้องจะได้มีกำลังใจ ที่จะฝ่าฟันทุกอย่างที่ขวางหน้า เพื่องานจะได้สำเร็จตามตั้งใจ

Fair = ยุติธรรม
ถ้าทำงานแล้วได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าในด้านเลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง หรือ ด้านใดก็ตาม ทุกคนจะทุ่มใจทำงาน ให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะหัวหน้า ที่มีคุณธรรม ไม่เล่นพวกหรือแบ่งพวก ก็จะช่วยให้บรรยากาศการทำงาน มีไมตรีจิต เพราะแสดงว่าหัวหน้าหรือองค์กรนั้น ยึดความ เป็นธรรมเป็นหลัก ไม่ใช่พวกเป็นหลัก

Focus = จุดเน้น
จะทำงานให้มีประสิทธิภาพ จะต้องรู้ว่ามีจุดเน้น และจุดร่วมในเรื่องใด ส่วนมากเป็นเน้นการทำงาน ตามเป้าหมายขององค์กร เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น เน้นการบริการลูกค้าให้ประทับใจ และลูกค้าต้องเป็นใหญ่ หากพนักงานทุกคนเข้าใจตรงกัน งานย่อมจะไปได้ดีตามที่ต้องการ

Follow = ติดตาม
การทำงาน จะต้องมีการติดตามงานเป็นระยะ เพื่อดูความก้าวหน้าของงาน แต่ไม่ควรติดตามงานถี่เกินไป เพราะจะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความเครียดได้ ขณะเดียวกัน ไม่ควรปล่อยปละละเลย โดยไม่ติดตามงาน งานอาจเสียหายได้

Feedback = การป้อนกลับ
การป้อนกลับเป็นสิ่งที่ช่วยให้รู้ว่า การสื่อสารออกไป ผู้ปฏิบัติงาน หรือผู้รับ ข่าวสารเข้าใจสิ่งที่ส่งออกไปหรือไม่ เพียงไรอย่างน้อย ผู้ส่งข่าวสาร จะได้รู้ว่าสิ่งที่ตน อยากให้ปฏิบัตินั้น ทำได้มากน้อยเพียงไร และต้องคอยแก้ไขอะไรบ้าง เพื่องานจะได้มีประสิทธิภาพ

Faith
=ศรัทธา
ศรัทธาต่อความคิดหรือศรัทธา ต่อการกระทำโดยเฉพาะ หากศรัทธาหัวหน้าหรือองค์กร จะทำให้ลูกน้องทำงาน อย่างเต็มอกเต็มใจ อย่างไรก็ตาม ความเลื่อมใสศรัทธา จะทำงานกันง่ายขึ้น และการสร้างศรัทธา ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความดี ความสามารถ คุณธรรมเป็นหลัก

Flair = มีศิลปะ มีรสนิยม
ศิลปะการทำงาน เป็นความสามารถเฉพาะตัว เป็นรสนิยมที่ลอกเลียนแบบกันได้ยาก เช่น บางคนรู้จักพูด รู้จักทำ ก็จะมีคนทำงานด้วย อย่างเต็มอกเต็มใจ ขณะที่บางคน มีแบบหรือรสนิยมการทำงาน ที่ไม่เข้มงวดแต่ผลงานต้องดีเช่นกัน เป็นเรื่องการใช้สติปัญญาในการมองเรื่องต่างๆ ที่เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ที่อาจเสียหายหรือไม่เสียหาย และหาแบบการทำงาน ให้ถูกต้องเหมาะสม ศิลปะการทำงานจึงขึ้นอย ู่กับความรอบรู้ ใฝ่รู้ ประสบการณ์ และข้อมูลเพียงพอ และมีการตัดสินใจ ที่ถูกต้องเหมาะสมตามสภาวการณ ์เพื่องานจะได้ก้าวหน้า

Flawless = ไม่ผิดพลาด
งานจะประสบความสำเร็จ ได้ต้องมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด หรือไม่มีเลยโดยเฉพาะ นายหวังจะให้ลูกน้อง ทำงานอย่างราบรื่น ไม่มีข้อบกพร่องให้รำคาญใจ อย่างไรก็ตาม คนทำงานทุกคนไม่ว่าระดับใด ต้องทำงานอย่างไม่มีข้อผิดพลาด เพื่อองค์กรจะได้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ

Face = เผชิญปัญหา อุปสรรค
องค์กรใดก็ตาม มีคนทำงานแบบมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรค องค์กรนั้นย่อมประสบความสำเร็จสูง เพราะทุกคนกล้า เผชิญหน้ากับปัญหา หรืออุปสรรค หรือสิ่งต่างๆไม่ว่า จะลำบากเพียงไร การกล้าทำเพื่อให้งาน ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ตามเป้าหมาย


ขอขอบคุณที่มาข้อมูล
"คิดอย่างผู้นำและผู้ตาม" โดย สุพัตรา สุภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2551

แนะเจ้านายหัด ‘ขอบคุณ’ ลูกน้อง ชี้ได้ทั้งใจ-ประหยัดต้นทุนมหาศาล

เดลิเมล์ – คนชอบพูดกันว่าความสุภาพอ่อนโยนไม่มีค่าอะไร แต่ผลสำรวจล่าสุดชี้ชัด มารยาทอันดีเล็กๆ น้อยๆ สามารถลดต้นทุนธุรกิจได้ถึงปีละ 5,000 ล้านปอนด์ (315,000 ล้านบาท)

นักวิจัยระบุว่า การได้ยินคำว่า ‘ขอบคุณ’ หรือ ‘ดีมาก’ บ่อยๆ มีความหมายสำหรับพนักงานพอๆ กับการขึ้นเงินเดือน

การชมเชยและให้กำลังใจยังทำให้พนักงานมีแนวโน้มทุ่มเททำงานหนักขึ้น และภักดีกับบริษัท ซึ่งหมายความถึงการประหยัดต้นทุนในการรับพนักงานใหม่มาทดแทน

การสำรวจความคิดเห็นพนักงาน 1,000 คนในอังกฤษ โดยบริษัทที่ปรึกษา ไวท์ วอเตอร์ สเตรทเตอจีส์ พบว่าผู้ถูกสำรวจ 1 ใน 3 ไม่เคยได้ยินคำว่าขอบคุณจากเจ้านายเลยแม้ทำดีแล้วก็ตาม และอีก 1 ใน 3 บอกว่าได้ยินบ้างแต่ยังไม่สมกับผลงานที่ทำไป

โดยรวมแล้ว พนักงานรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย เท่ากับว่าคนเหล่านี้มีแนวโน้มต่ำที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจ แต่มีแนวโน้มสูงที่จะลาออกไปหางานใหม่

ไวท์ วอเตอร์ระบุว่า หากรู้สึกว่าได้รับการยอมรับมากขึ้น พนักงานอาจช่วยให้บริษัทประหยัดเงินจากการสูญเสียศักยภาพการผลิตได้ถึง 5,200 ล้านปอนด์ (327,600 ล้านบาท)

จากการสำรวจพบว่า การชมเชยทำให้พนักงานรู้สึกเหมือนได้ขึ้นเงินเดือน 1% ซึ่งในความเป็นจริงนับเป็นต้นทุนที่เล็กน้อยมากสำหรับนายจ้าง

พนักงาน 3 ใน 4 บอกว่าการได้รับคำชมเชยจากเจ้านายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ แต่มีเพียง 25% เท่านั้นที่บอกว่าได้รับคำชมเชยมากเท่าที่อยากได้

การสำรวจยังพบว่า พนักงานที่ต้องใช้แรงงานมีแนวโน้มต่ำที่จะได้รับคำชมเชย

อะเวอริล ไลมอน นักจิตวิทยาและผู้อำนวยการของไวท์ วอเตอร์ เสริมว่าพนักงานสูงวัยและพนักงานหญิงอยากได้รับความมั่นใจจากเจ้านายมากที่สุด ขณะเดียวกัน คำชมมีผลมากกว่าแค่ทำให้ที่ทำงานรื่นรมย์เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มผลกำไรของบริษัทได้ด้วย

ไลมอนแจงว่า การขอบคุณไม่ได้เป็นเรื่องของมารยาทเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อสถานะการเงินของบริษัท เนื่องจากแรงจูงใจที่สำคัญสำหรับพนักงานมีด้วยกันสองเรื่องคือ รางวัลเป็นตัวเงิน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความสุข

ปกติแล้ว มีพนักงานเพียง 1 ใน 7 ที่มุ่งมั่นกับงานและบริษัท ดังนั้น การยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวพนักงานจะสามารถลดต้นทุนในการว่าจ้างพนักงานใหม่ เป็นกำลังใจให้พนักงานทุ่มเทมากขึ้น เพิ่มศักยภาพการผลิต และลดการลาป่วยได้อย่างน่าอัศจรรย์



โดย ผู้จัดการออนไลน์
14 มีนาคม 2551 09:41 น.

วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2551

การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ช่วงนี้ประเด็นที่น่าสนใจของพวกเราก็น่าจะหนีไม่พ้นเรื่องของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ตามที่ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551 ซึ่งก็จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2551 เป็นต้นไป

คงต้องยอมรับว่า พวกเรายังไม่ค่อยมีความเข้าใจและยังไม่ได้ติดตามเกี่ยวกับผลกระทบหรือความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังจากการก้าวเข้าสู่ระบบใหม่เท่าใดนัก (ท่านว่า อย่าใช้คำว่า ออกนอกระบบ แต่ให้ใช้คำว่า เข้าสู่ระบบใหม่ จะดีกว่า)

สำหรับตอนนี้ เราเลยจะขอนำเสนอบทความ : 50 ข้อความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากบุคคลากรในมช. เกี่ยวกับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งนำมาจากเว็บไซท์เฉพาะกิจของมช. "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ" เพื่อที่ให้ชาวคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ได้เกิดคำถามและคำตอบในหลายเรื่องที่เราสนใจ แล้วจะได้นำมาสู่การแสวงหาความรู้มาเผยแพร่ต่อพวกเรากันต่อไปนะคะ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็หวังว่าจะได้มีโอกาสอภิปรายร่วมกันนะคะ


1.อยากให้ พรบ. ครอบคลุมลูกจ้างประจำมากกว่านี้ เช่น ในด้านสวัสดิการการรักษาพยาบาลของลูกจ้างมากกว่านี้

2.การรับฟังความคิดเห็นควรมีจุดชัดเจนในการเสนอได้ และมีการสื่อสารกลับมาด้วย

3.ควรมีการพัฒนาแนวคิด การมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนหรืออื่น ๆ ต่อมช.

4.ควรจัดตั้งกองทุนสะสมขึ้นมาสักกองทุน เพื่อเวลาออกจากราชการแล้วจะได้มีเงินก้อน (คล้ายกับกบข.)

5.อยากให้สภาอาจารย์ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของอาจารย์จริง ๆ อย่างเป็นกลาง ไม่จมอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตัว

6.ก่อนที่จะเปลี่ยนสภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ขอให้ทุกอย่าง(กฎหมายแม่และกฎหมายลูก) มีความชัดเจนที่สุด และให้คำนึงถึงนักศึกษาเป็นสำคัญอย่า treat นักศึกษาเป็นเสมือนลูกค้า อีกอย่างการออกนอกระบบไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษา ดังนั้นจะทำอะไรจะต้องให้นักศึกษามีส่วนร่วมด้วย

7.ผู้ที่อยู่ในระบบราชการของมหาวิทยาลัยไม่ต้องมีการทดลองงาน เพราะทุกคนทำงานมานานแล้ว

8.การเป็นพนักงานของรัฐถ้าถูกจ้างทุก 3 ปี เวลาไปทำการกู้ธนาคาร เช่น เพื่อสร้างบ้าน ซึ่งต้องผ่อนระยะเวลานาน ปัจจุบันธนาคารมักจะไม่ปล่อยกู้ระยะยาว เนื่องจากถือว่าเราไม่มีความมั่นคง อยากให้ช่วยเหลือจุดนี้ด้วย

9.มหาวิทยาลัยมีแนวทาง หรือวางแผนรายได้ของมหาวิทยาลัยไว้อย่างไร เพื่อให้มหาวิทยาลัยอยู่รอด เนื่องจากดูแล้วในมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบทั้งหมดนั้น มช. ดูไม่มีความเข้มแข็งทางฐานะการเงิน ซึ่งน้อยกว่าม.มหิดล และจุฬาฯ (หมายถึง เงินรายได้อื่น ๆ นอกจากงบประมาณแผ่นดิน) ในฐานะบุคลากรของมหาวิทยาลัยรู้สึกไม่มั่นคง เนื่องจากเงินเดือนที่จะเพิ่มขึ้นจะต้องมาจากรายได้ของมหาวิทยาลัย

10.การเตรียมความพร้อมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ควรมีข้อมูลที่ชัดเจนให้กับประชากรในมหาวิทยาลัยก่อน มี พรบ.ลูกที่ยังไม่ชัดเจนและไม่มีข้อมูล การตัดสินใจในการเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยในกำกับก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ เพราะข้อมูลยังไม่นิ่งและผู้บริหารก็ยังไม่ชี้แจงด้วยตนเองหรือ ประชาพิจารณ์ในข้อบังคับที่มีผลกระทบต่อบุคลากรที่ทำงานในมหาวิทยาลัยทุกระดับ

11.ขอให้หัวหน้าส่วนงาน ชี้แจงบัญชีทรัพย์สินด้วย

12.ขอให้หัวหน้าส่วนงานสามารถถูกถอดถอนได้ ถ้าบริหารงานอย่างไร้ความชอบธรรม

13.ต้องการให้บรรจุขั้นตอนการพิจารณาขึ้นขั้นเงินเดือนโปร่งใสได้ ตรวจสอบได้

14.ในการพิจารณาภาระงานสอนอาจารย์ 15 ชั่วโมง/สัปดาห์ และภาระงานวิจัย กิจการนักศึกษา คิดเป็นภาระงาน ซึ่งถ้าคิดตาม FTES ไม่เหมาะสมยิ่ง

15.ควรมีความชัดเจนของเงินเดือน ระหว่างพนักงานมหาวิทยาลัยปัจจุบันที่รับเงินเดือน 1.7 เท่า กับข้าราชการที่เมื่อออกจะได้ประมาณ 1.3 เท่า จะมีความต่างกัน 0.4 ซึ่งไม่เป็นธรรมสำหรับข้าราชการ

16.ระเบียบฯ เน้นความสำคัญของการบริหารจัดการและผลประโยชน์มากกว่าการคำนึงถึงสิทธิ สวัสดิการ ขวัญกำลังใจ และความมั่นคงในชีวิตของผู้ปฏิบัติ ซึ่งไม่เคยทราบว่ามีปรากฏที่ใดของประเทศต่าง ๆ ในโลก

17.ควรให้สิทธิข้าราชการที่มีอายุใกล้เกษียณ (5-7 ปี) ได้รับสิทธิตามระเบียบของราชการให้ได้สูงสุด (ถ้าจำเป็นต้องออกจากราชการจริงๆ)

18.ยังไม่เห็นประโยชน์ของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับที่มีมากกว่าการเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ/ท้องถิ่นชัดเจนเท่าไหร่ในปัจจุบัน (อาจจะต้องพูดให้เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นของส่วนรวม/สังคมมากกว่านี้)

19.การบริหารงานบุคคลในระบบคู่ขนาน หน่วยงานที่ทำงานบริหารบุคคลก็คงจะทำงานเป็น 2 ระบบและให้ทักษะความรู้ทางกฎ ระเบียบ บริหารงานบุคคลเป็น 2 แบบ ควรเพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่บุคคล

20.กังวลในเรื่องของการประเมิน หากมีการประเมินที่โปร่งใส

21.ขอให้บุคลากรมีส่วนร่วมมากที่สุด สภาพนักงานควรให้สายสนับสนุนมีสิทธิเป็นประธานสภาด้วย

22.เป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตทุกสาขาวิชาชีพ เพื่อความสมบูรณ์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เติบโตเฉพาะสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งหรือวิชาชีพที่หารายได้ได้ง่าย

23.ควรมีการชี้แจงและประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจน ถึงผลดี ผลเสีย ของการเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับอย่างกว้างขวาง ในด้านต่างๆ เช่น ความก้าวหน้าทางวิชาการ ความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยในอนาคตในด้านการเงิน ผลกระทบต่อนักศึกษา

24.ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ความภาคภูมิใจในความเป็น “ข้าราชการ” หายไปไหนหมด

25.ควรเลือกอธิการและผู้บริหารแบบมืออาชีพ

26.วางแผนบริหารทรัพย์สินต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น งานที่ดินสิ่งก่อสร้าง ทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพ

27.ปรับทิศทางให้ชัดเจน โดยเฉพาะ Core Competency ว่าเราควรเน้นตรงไหน

28.ส่งเสริมให้มีการสร้างบรรยากาศของการสร้างสรรค์งานมากทางการเน้นกฎระเบียบที่หยุมหยิม

29.ถ้าออกนอกระบบแล้วแก้ปัญหาเหล่านี้ได้จริงไหม (คนมาทำงานสาย**คนอู้งาน โยนงาน**คอรัปชั่นในองค์กร**มีบทลงโทษที่เข้มจริงไหม)

30.เมื่อเปรียบเทียบดูแล้ว พ.ร.บ. ให้ความสำคัญกับข้าราชการมากกว่า และคนที่เป็นพนักงานปัจจุบันดูเหมือนจะเสียเปรียบเมื่อเทียบกับข้าราชการที่เปลี่ยนมาเป็นพนักงาน เนื่องจากพวกที่เปลี่ยนมาใหม่สามารถมีสวัสดิการที่ดีกว่าได้ ขึ้นอยู่กับว่าเลือกอะไร

31.ควรมีแนวทางปฏิบัติเพื่อจะได้ผู้บริหารที่มีความยุติธรรมซื่อสัตย์

32.ควรมีสวัสดิการไม่น้อยกว่าราชการ (สุขภาพและการศึกษาของตนเองและบุตร)

33.ควรมีความเป็นธรรมในการประเมินและการร้องทุกข์

34.ควรให้ทุกฝ่ายของทุกวิชาชีพร่วมในการออกข้อบังคับ

35.ควรพัฒนาพนักงานและข้าราชการอย่างต่อเนื่อง

36.ควรสร้างขวัญกำลังใจโดยสร้างความมั่นคงในอาชีพอย่างเสมอภาค

37.ต้องการทราบข้อมูลโดยเฉพาะการประเมินระหว่างกลุ่มพนักงานและกลุ่มที่ยังคงเป็นข้าราชการอยู่ เนื่องจากอยู่สายวิชาการต้องมีผลงานวิจัยตามมาตรฐานเดียวกันหรือไม่อย่างไร

38.อยากให้มี Case ตัวอย่างว่าแต่ละช่วงอายุ/ตำแหน่ง ถ้าออก/ไม่ออก มีผลดี-ผลเสียอย่างไร แจกจ่ายให้บุคลากรทราบเพื่อตัดสินใจ

39.ต้องการทราบว่าข้อบังคับต่างๆก่อนเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ยังไม่แน่ใจว่ามหาวิทยาลัยจะมีเงินมาจ่ายให้พนักงานที่ออกเกือบทั้งหมดได้อย่างไร

40.การพิจารณาความดีความชอบ (เลื่อนขั้นเงินเดือน) ได้ถูกระบุไว้ใน พ.ร.บ. ว่าต้องเป็นธรรม แต่เท่านั้นไม่เพียงพอ ควรมีการตรวจสอบหาบุคลาการภายนอกด้วย เพราะการเล่นพรรคเล่นพวกมีอยู่มาก

41.อยากให้ยังคงมีจริยธรรมคู่กับคุณธรรมไว้เหมือนเดิม เกรงว่าจะมีการแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่น การแข่งขันจะมากขึ้น มีการเห็นแก่ตัว มากกว่าประโยชน์ขององค์กร ส่วนรวม

42.ความก้าวหน้าของฝ่ายสนับสนุนวิชาการจะไปในทิศใด

43.ยังไม่แน่ใจว่าการเปลี่ยนจากข้าราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจะดีกว่าเดิมหรือไม่

44.อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ต้องคำนึงถึงผู้น้อยซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของ มช.

45.เครื่องมือที่ใช้ประเมินผลงานควรมีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้ กำหนดจากส่วนกลาง เพราะทุกวันนี้ในระบบราชการเครื่องมือที่ใช้ประเมินเลื่อนขั้นยังมีการใช้ความรู้สึกของผู้ประเมินเป็นเครื่องมือตัดสิน

46..ต้องการให้มหาวิทยาลัยมีระบบที่มั่นคง สวัสดิการ เงินเดือนดี

47.ผู้บริหารต้องมีความเป็นธรรม ระบบบริหารจัดการต้องชัดเจน โปร่งใส งานบางอย่างต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนในแต่ละระดับชั้น งานบางประเภทต้องอาศัยทักษะพิเศษเครื่องมือพิเศษ ในวิชาชีพเฉพาะ ต้นทุนดำเนินการในขั้นตอนการรักษาพยาบาลบางอย่างสูงมาก ณ ขณะนี้ยังอ้างอิงตามระบบกรมบัญชีกลาง ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงในอนาคตมหาวิทยาลัยจะต้องขึ้นค่าบริการประชาชนจะทำอย่างไร
มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาไปสู่ระดับ world class แต่ basic knowledge ของผู้ที่จบมหาวิทยาลัยยังอยู่ในระดับต่ำ (ประเมินจากแบบสอบถามผู้รับผลงาน) ดังนั้น การประเมินผลงานอาจารย์ต้องจริงจังมากกว่านี้ อาจารย์ต้องทำงานเป็นทีม สหสาขาวิชาชีพในสายวิชาชีพต้องสามารถปฏิบัติได้ไม่ใช่สอนตาม text book

48.ดูตามหลักเกณฑ์แล้วดูดีมากแต่การปฏิบัติจะเป็นไปด้วยความราบรื่นหรือไม่ไม่มีผู้ใดรับประกันได้เพราะระบบบริหารราชการโดยทั่วไปยังมีข้อเป็นห่วงเรื่องคุณธรรมจริยธรรมความโปร่งใสของผู้บริหารทำให้เกิดความไม่มั่นคงในการปฏิบัติงาน

49.ดีทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพการปรับเปลี่ยนโครงสร้างงานทำได้ง่าย

50.ควรมีการให้อัตราเงินที่เพิ่ม ของสายวิชาการและสายสนับสนุนวิชาการเท่ากันหรือใกล้เคียงกันเพราะผู้ปฏิบัติงานให้มหาวิทยาลัยด้วยความทุ่มเทไม่แตกต่างกัน

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2551

รายการ update ในช่วงนี้(2-8 มี.ค. 2551)

- ความรู้ทางการบริหาร ของคณาจารย์สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มีบทความใหม่ค่ะ
- บล็อคของ ผศ.ธันยวัฒน์ มีบทความใหม่ค่ะ
- ตอนนี้เรามีบล็อค ความรู้ทางการเมืองการปกครองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วนะคะ แต่ยังไม่มีรายการบทความ ดังนั้นคณาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ฯ สนใจส่งบทความได้ที่ ทีม KM และ/หรือ ที่อาจารย์ ราม และ อ.ดร.จันทนา นะคะ

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

รายการ update ในช่วงนี้(20-27 ก.พ. 2551)

ช่วงนี้ใน KM corner ของเรามีรายการ update ดังนี้ค่ะ

- เพิ่มลิงค์ ความรู้ทางการบริหาร ในหมวดเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ซึ่งเป็น blog ของคณาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ของคณะเราเองค่ะ และในอนาคตจะขอให้คณาจารย์สาขาการเมืองและการปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จัดทำblog เรื่อง ความรู้ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขึ้นนะคะ

- บล็อคบุคลากรของคณะ ทั้งของ ผศ.ธันยวัฒน์ และ อาจารย์ ราม มีรายการ update ทั้งสองท่านค่ะ เข้าไปลองอ่านดูกันได้นะคะ

ทั้งนี้หากอาจารย์ท่านใดมีบล็อคส่วนตัวที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์และควรเผยแพร่ให้บุคลากรคณะเราได้ร่วมอ่านร่วมชม ก็แจ้งมายังทีม KM ได้นะคะ

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

KM ทักทาย

สวัสดีค่ะ บุคลากรคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ทุกท่าน หลังจากที่เราได้ไปร่วมสัมมนา “โครงการปันความรู้สู่ CKO ของหน่วยงาน” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งกองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้จัดขึ้น โดยเป็นการสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการความรู้ของหน่วยงานต่างๆภายใน มช. และยังเป็นการช่วยกระตุ้นพร้อมทั้งแนะแนวทางในการดำเนินการจัดการความรู้ภายในองค์กร ให้แก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งที่ได้ดำเนินการไปบ้างแล้วและยังไม่ได้ดำเนินการ (อย่างเช่นคณะของเรา)

ก็นับว่าเป็นการสัมมนาที่ได้ผลเป็นอย่างดียิ่งเลยค่ะ เพราะพอเรากลับมา โดยเฉพาะ ผศ.ธันยวัฒน์ ท่านก็ได้คิดริเริ่มและวางแผนโครงการในการจัดทำ KM ของคณะเราหลายๆโครงการด้วยกัน เนื่องจาก

1. การจัดทำ KM ถือเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ ของส่วนราชการ กล่าวโดยง่ายก็คือ ถูกบังคับให้ทำนั่นเอง และมหาวิทยาลัยเองก็ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ จัดทำ KM มาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549 แล้ว ซึ่งมีหลายหน่วยงานได้ดำเนินการก้าวหน้าไปอย่างมาก เช่น คณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และสำนักหอสมุด

2. อย่างไรก็ตาม การจัดทำ KM นี้ก็ถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ยิ่งสำหรับหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านวิชาการ เพราะ KM เปิดโอกาสให้พวกเราได้พัฒนาตนเอง รับทราบจุดเด่น จุดด้อยในการปฏิบัติงานของเราได้อย่างกว้างขวาง ตลอดจนได้ศึกษาและสร้างสรรค์หนทางการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ และแม้แต่สนับสนุนให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกันภายในหน่วยงานอีกด้วย

3. ที่ผ่านมา การจัดทำ KM ในหลายหน่วยงานประสบปัญหาที่สำคัญคือ การที่ผู้บริหารของหน่วยงานไม่ให้ความสำคัญตลอดจนไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดทำ KM ของหน่วยงาน ทำให้ขาดการสนับสนุนทรัพยากรการดำเนินงานหลายประการ ทั้งกำลังคนและงบประมาณ

4. สืบเนื่องจากข้อ 3 ด้วยความที่กระบวนการจัดทำ KM ถือเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและทำให้เป็นส่วนหนึ่งของงานประจำ โดยไม่ควรเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้นของคณาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ แต่การไม่ให้ความสำคัญของผู้บริหารนั้น ก็ทำให้กระบวนการจัดทำ KM นั้นขาดตอนไปหรือไม่ได้ประสิทธิผลดีเท่าที่ควร ประโยชน์ที่ทั้งคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ควรจะได้จากการทำ KM ก็เลยไม่มี แถมกลายเป็นงานน่าเบื่อไปด้วยซ้ำ

เมื่อนับเหตุผลได้ครบ 4 ข้อดังกล่าวแล้ว ก็นำมาสู่คำว่า “จุดประกาย” และ “เอาจริงเอาจัง” ค่ะ แต่เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาไปติดขัดเรื่องขาดแคลนทรัพยากร หรือนโยบายไม่ชัดเจน ผศ.ธันยวัฒน์ ก็เลยลองนำเสนอโครงการจัดทำ KM เบื้องต้นมา 4-5 โครงการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณหรือว่าทรัพยากรอื่นมากนัก ทั้งสามารถดำเนินการได้ทันที โครงการที่จะขอนำเสนอต่อพวกเรา ก็ได้แก่

(1) โครงการสำรวจความรู้วิกฤต (critical knowledge) ที่จำเป็นต่อการพัฒนาคณะฯ ในอีก 5 ปี ข้างหน้า
(2) โครงการจัดทำ job module เพื่อพัฒนางานบริหาร และงานบริการการศึกษา
(3) โครงการจัดทำ blog สำหรับคณาจารย์และเจ้าหน้าที่เพื่อเผยแพร่ความรู้ และความคิดอิสระ
(4) โครงการ lunch seminar เพื่อให้คณาจารย์ได้เสนอผลงานวิจัย แนวคิดทฤษฎีทางการเมือง การบริหาร และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ๆ เพื่อให้คณาจารย์ได้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน
(5) โครงการทำจุลสาร KM ของคณะฯ
(6) โครงการ “อยากรู้ อยากบอก” สำหรับคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ได้แลกเปลี่ยนซักถามเกี่ยวกับกฎ กติกา มารยาทในการปฏิบัติงานเรื่องต่างๆ (ซึ่งอาจเป็นกฎระเบียบการปฏิบัติงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็น กติกาเฉพาะในคณะเรา ก็ได้) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในการทำงานที่ต้องมีการประสานกันระหว่างสายวิชาการและสายสนับสนุนวิชาการ

ทั้งนี้ ตอนนี้เราก็ยังรอโครงการอื่นๆ ของกรรมการ KM ท่านอื่นมาเพิ่มเติมอยู่นะคะ

ดังนั้น โครงการที่ได้รับการคัดเลือกโครงการแรก โดยมีเกณฑ์พิจารณา คือ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ ก็คือ โครงการจัดทำ Blog ค่ะ เพื่อให้เกิดการ “จุดประกาย “ อันจะนำมาสู่การ “เอาจริงเอาจัง” ของพวกเราในการจัดทำ KM ต่อไป

โดย Blog ของเรา นี้จะถือเป็น KM Corner ของคณะฯ ในการนำเสนอเกี่ยวกับบทความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน (ทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุน) เช่น
งานสำนักงาน : เนื้อหาเกี่ยวกับ เทคนิค/ขั้นตอนการทำงานของสายสนับสนุนแต่ละคน การลดขั้นตอน/การคิดค้นขั้นตอนใหม่ของการทำงานแต่ละอย่าง วิธีการใช้คอมพิวเตอร์สำนักงานแบบง่าย สะดวก/เทคนิคต่างๆ และรวมถึง ความรู้ใหม่ๆที่แต่ละคนได้รับเมื่อไปอบรม/สัมมนา/ประชุม

การเรียนการสอน : เนื้อหาเกี่ยวกับเทคนิคการสอนของอาจารย์แต่ละท่าน วิธีการนำเสนอ การค้นข้อมูลประกอบการสอน การจัดทำและประยุกต์ใช้สื่อการเรียนการสอน ตลอดจนเคล็ดเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอน /การปรับรูปแบบการสอนให้เหมาะกับเด็ก ฯลฯ

การวิจัย : เนื้อหาคล้ายการเรียนการสอน คือนำเสนอเทคนิค/เคล็ดลับการทำวิจัย ตลอดจนประสบการณ์การทำวิจัย การแสวงหาแหล่งทุน การนำเสนอโครงร่างต่อแหล่งทุน และเคล็ด อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นานาสาระเพื่อคนทำงาน : เนื้อหาเกี่ยวกับ ข้อคิด หรือ วิธีการใช้ชีวิตในที่ทำงาน การปรับตัว การเรียนรู้ ฯลฯ ตลอดจน เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับการทำงาน สภาพแวดล้อมที่ทำงานที่ทุกคนพบเห็นและอยากเล่าสู่กันฟัง (เช่น การทำทางเท้าทั่ว มช. , อ่างแก้วรั่ว เป็นต้น)
ในอนาคตก็หวังว่า จะได้นำเรื่องที่เราจัด lunch seminar หรือ ผลของกิจกรรม KM อื่นๆ มาถ่ายทอดใน KM Corner ของเราต่อไปนะคะ

ทั้งนี้ก็คงต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะในอีกทางหนึ่ง เราก็คงต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะต่อการใช้งานความสนใจ และเกิดประโยชน์ต่อพวกเราจริงๆ

และหากท่านใด มีความเห็นหรือข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติม ก็เสนอมาได้นะคะ ผ่าน KM Corner นี้ หรือผ่านทาง e-office หรือแม้แต่ส่งให้กรรมการ KM ของเราโดยตรงก็ยินดีค่ะ