วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

KM ทักทาย

สวัสดีค่ะ บุคลากรคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ทุกท่าน หลังจากที่เราได้ไปร่วมสัมมนา “โครงการปันความรู้สู่ CKO ของหน่วยงาน” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งกองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้จัดขึ้น โดยเป็นการสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการความรู้ของหน่วยงานต่างๆภายใน มช. และยังเป็นการช่วยกระตุ้นพร้อมทั้งแนะแนวทางในการดำเนินการจัดการความรู้ภายในองค์กร ให้แก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งที่ได้ดำเนินการไปบ้างแล้วและยังไม่ได้ดำเนินการ (อย่างเช่นคณะของเรา)

ก็นับว่าเป็นการสัมมนาที่ได้ผลเป็นอย่างดียิ่งเลยค่ะ เพราะพอเรากลับมา โดยเฉพาะ ผศ.ธันยวัฒน์ ท่านก็ได้คิดริเริ่มและวางแผนโครงการในการจัดทำ KM ของคณะเราหลายๆโครงการด้วยกัน เนื่องจาก

1. การจัดทำ KM ถือเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ ของส่วนราชการ กล่าวโดยง่ายก็คือ ถูกบังคับให้ทำนั่นเอง และมหาวิทยาลัยเองก็ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ จัดทำ KM มาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549 แล้ว ซึ่งมีหลายหน่วยงานได้ดำเนินการก้าวหน้าไปอย่างมาก เช่น คณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และสำนักหอสมุด

2. อย่างไรก็ตาม การจัดทำ KM นี้ก็ถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ยิ่งสำหรับหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านวิชาการ เพราะ KM เปิดโอกาสให้พวกเราได้พัฒนาตนเอง รับทราบจุดเด่น จุดด้อยในการปฏิบัติงานของเราได้อย่างกว้างขวาง ตลอดจนได้ศึกษาและสร้างสรรค์หนทางการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ และแม้แต่สนับสนุนให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกันภายในหน่วยงานอีกด้วย

3. ที่ผ่านมา การจัดทำ KM ในหลายหน่วยงานประสบปัญหาที่สำคัญคือ การที่ผู้บริหารของหน่วยงานไม่ให้ความสำคัญตลอดจนไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดทำ KM ของหน่วยงาน ทำให้ขาดการสนับสนุนทรัพยากรการดำเนินงานหลายประการ ทั้งกำลังคนและงบประมาณ

4. สืบเนื่องจากข้อ 3 ด้วยความที่กระบวนการจัดทำ KM ถือเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและทำให้เป็นส่วนหนึ่งของงานประจำ โดยไม่ควรเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้นของคณาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ แต่การไม่ให้ความสำคัญของผู้บริหารนั้น ก็ทำให้กระบวนการจัดทำ KM นั้นขาดตอนไปหรือไม่ได้ประสิทธิผลดีเท่าที่ควร ประโยชน์ที่ทั้งคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ควรจะได้จากการทำ KM ก็เลยไม่มี แถมกลายเป็นงานน่าเบื่อไปด้วยซ้ำ

เมื่อนับเหตุผลได้ครบ 4 ข้อดังกล่าวแล้ว ก็นำมาสู่คำว่า “จุดประกาย” และ “เอาจริงเอาจัง” ค่ะ แต่เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาไปติดขัดเรื่องขาดแคลนทรัพยากร หรือนโยบายไม่ชัดเจน ผศ.ธันยวัฒน์ ก็เลยลองนำเสนอโครงการจัดทำ KM เบื้องต้นมา 4-5 โครงการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณหรือว่าทรัพยากรอื่นมากนัก ทั้งสามารถดำเนินการได้ทันที โครงการที่จะขอนำเสนอต่อพวกเรา ก็ได้แก่

(1) โครงการสำรวจความรู้วิกฤต (critical knowledge) ที่จำเป็นต่อการพัฒนาคณะฯ ในอีก 5 ปี ข้างหน้า
(2) โครงการจัดทำ job module เพื่อพัฒนางานบริหาร และงานบริการการศึกษา
(3) โครงการจัดทำ blog สำหรับคณาจารย์และเจ้าหน้าที่เพื่อเผยแพร่ความรู้ และความคิดอิสระ
(4) โครงการ lunch seminar เพื่อให้คณาจารย์ได้เสนอผลงานวิจัย แนวคิดทฤษฎีทางการเมือง การบริหาร และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ๆ เพื่อให้คณาจารย์ได้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน
(5) โครงการทำจุลสาร KM ของคณะฯ
(6) โครงการ “อยากรู้ อยากบอก” สำหรับคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ได้แลกเปลี่ยนซักถามเกี่ยวกับกฎ กติกา มารยาทในการปฏิบัติงานเรื่องต่างๆ (ซึ่งอาจเป็นกฎระเบียบการปฏิบัติงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็น กติกาเฉพาะในคณะเรา ก็ได้) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในการทำงานที่ต้องมีการประสานกันระหว่างสายวิชาการและสายสนับสนุนวิชาการ

ทั้งนี้ ตอนนี้เราก็ยังรอโครงการอื่นๆ ของกรรมการ KM ท่านอื่นมาเพิ่มเติมอยู่นะคะ

ดังนั้น โครงการที่ได้รับการคัดเลือกโครงการแรก โดยมีเกณฑ์พิจารณา คือ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ ก็คือ โครงการจัดทำ Blog ค่ะ เพื่อให้เกิดการ “จุดประกาย “ อันจะนำมาสู่การ “เอาจริงเอาจัง” ของพวกเราในการจัดทำ KM ต่อไป

โดย Blog ของเรา นี้จะถือเป็น KM Corner ของคณะฯ ในการนำเสนอเกี่ยวกับบทความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน (ทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุน) เช่น
งานสำนักงาน : เนื้อหาเกี่ยวกับ เทคนิค/ขั้นตอนการทำงานของสายสนับสนุนแต่ละคน การลดขั้นตอน/การคิดค้นขั้นตอนใหม่ของการทำงานแต่ละอย่าง วิธีการใช้คอมพิวเตอร์สำนักงานแบบง่าย สะดวก/เทคนิคต่างๆ และรวมถึง ความรู้ใหม่ๆที่แต่ละคนได้รับเมื่อไปอบรม/สัมมนา/ประชุม

การเรียนการสอน : เนื้อหาเกี่ยวกับเทคนิคการสอนของอาจารย์แต่ละท่าน วิธีการนำเสนอ การค้นข้อมูลประกอบการสอน การจัดทำและประยุกต์ใช้สื่อการเรียนการสอน ตลอดจนเคล็ดเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอน /การปรับรูปแบบการสอนให้เหมาะกับเด็ก ฯลฯ

การวิจัย : เนื้อหาคล้ายการเรียนการสอน คือนำเสนอเทคนิค/เคล็ดลับการทำวิจัย ตลอดจนประสบการณ์การทำวิจัย การแสวงหาแหล่งทุน การนำเสนอโครงร่างต่อแหล่งทุน และเคล็ด อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นานาสาระเพื่อคนทำงาน : เนื้อหาเกี่ยวกับ ข้อคิด หรือ วิธีการใช้ชีวิตในที่ทำงาน การปรับตัว การเรียนรู้ ฯลฯ ตลอดจน เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับการทำงาน สภาพแวดล้อมที่ทำงานที่ทุกคนพบเห็นและอยากเล่าสู่กันฟัง (เช่น การทำทางเท้าทั่ว มช. , อ่างแก้วรั่ว เป็นต้น)
ในอนาคตก็หวังว่า จะได้นำเรื่องที่เราจัด lunch seminar หรือ ผลของกิจกรรม KM อื่นๆ มาถ่ายทอดใน KM Corner ของเราต่อไปนะคะ

ทั้งนี้ก็คงต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะในอีกทางหนึ่ง เราก็คงต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะต่อการใช้งานความสนใจ และเกิดประโยชน์ต่อพวกเราจริงๆ

และหากท่านใด มีความเห็นหรือข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติม ก็เสนอมาได้นะคะ ผ่าน KM Corner นี้ หรือผ่านทาง e-office หรือแม้แต่ส่งให้กรรมการ KM ของเราโดยตรงก็ยินดีค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น: