วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2551

การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ช่วงนี้ประเด็นที่น่าสนใจของพวกเราก็น่าจะหนีไม่พ้นเรื่องของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ตามที่ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551 ซึ่งก็จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2551 เป็นต้นไป

คงต้องยอมรับว่า พวกเรายังไม่ค่อยมีความเข้าใจและยังไม่ได้ติดตามเกี่ยวกับผลกระทบหรือความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังจากการก้าวเข้าสู่ระบบใหม่เท่าใดนัก (ท่านว่า อย่าใช้คำว่า ออกนอกระบบ แต่ให้ใช้คำว่า เข้าสู่ระบบใหม่ จะดีกว่า)

สำหรับตอนนี้ เราเลยจะขอนำเสนอบทความ : 50 ข้อความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากบุคคลากรในมช. เกี่ยวกับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งนำมาจากเว็บไซท์เฉพาะกิจของมช. "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ" เพื่อที่ให้ชาวคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ได้เกิดคำถามและคำตอบในหลายเรื่องที่เราสนใจ แล้วจะได้นำมาสู่การแสวงหาความรู้มาเผยแพร่ต่อพวกเรากันต่อไปนะคะ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็หวังว่าจะได้มีโอกาสอภิปรายร่วมกันนะคะ


1.อยากให้ พรบ. ครอบคลุมลูกจ้างประจำมากกว่านี้ เช่น ในด้านสวัสดิการการรักษาพยาบาลของลูกจ้างมากกว่านี้

2.การรับฟังความคิดเห็นควรมีจุดชัดเจนในการเสนอได้ และมีการสื่อสารกลับมาด้วย

3.ควรมีการพัฒนาแนวคิด การมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนหรืออื่น ๆ ต่อมช.

4.ควรจัดตั้งกองทุนสะสมขึ้นมาสักกองทุน เพื่อเวลาออกจากราชการแล้วจะได้มีเงินก้อน (คล้ายกับกบข.)

5.อยากให้สภาอาจารย์ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของอาจารย์จริง ๆ อย่างเป็นกลาง ไม่จมอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตัว

6.ก่อนที่จะเปลี่ยนสภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ขอให้ทุกอย่าง(กฎหมายแม่และกฎหมายลูก) มีความชัดเจนที่สุด และให้คำนึงถึงนักศึกษาเป็นสำคัญอย่า treat นักศึกษาเป็นเสมือนลูกค้า อีกอย่างการออกนอกระบบไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษา ดังนั้นจะทำอะไรจะต้องให้นักศึกษามีส่วนร่วมด้วย

7.ผู้ที่อยู่ในระบบราชการของมหาวิทยาลัยไม่ต้องมีการทดลองงาน เพราะทุกคนทำงานมานานแล้ว

8.การเป็นพนักงานของรัฐถ้าถูกจ้างทุก 3 ปี เวลาไปทำการกู้ธนาคาร เช่น เพื่อสร้างบ้าน ซึ่งต้องผ่อนระยะเวลานาน ปัจจุบันธนาคารมักจะไม่ปล่อยกู้ระยะยาว เนื่องจากถือว่าเราไม่มีความมั่นคง อยากให้ช่วยเหลือจุดนี้ด้วย

9.มหาวิทยาลัยมีแนวทาง หรือวางแผนรายได้ของมหาวิทยาลัยไว้อย่างไร เพื่อให้มหาวิทยาลัยอยู่รอด เนื่องจากดูแล้วในมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบทั้งหมดนั้น มช. ดูไม่มีความเข้มแข็งทางฐานะการเงิน ซึ่งน้อยกว่าม.มหิดล และจุฬาฯ (หมายถึง เงินรายได้อื่น ๆ นอกจากงบประมาณแผ่นดิน) ในฐานะบุคลากรของมหาวิทยาลัยรู้สึกไม่มั่นคง เนื่องจากเงินเดือนที่จะเพิ่มขึ้นจะต้องมาจากรายได้ของมหาวิทยาลัย

10.การเตรียมความพร้อมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ควรมีข้อมูลที่ชัดเจนให้กับประชากรในมหาวิทยาลัยก่อน มี พรบ.ลูกที่ยังไม่ชัดเจนและไม่มีข้อมูล การตัดสินใจในการเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยในกำกับก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ เพราะข้อมูลยังไม่นิ่งและผู้บริหารก็ยังไม่ชี้แจงด้วยตนเองหรือ ประชาพิจารณ์ในข้อบังคับที่มีผลกระทบต่อบุคลากรที่ทำงานในมหาวิทยาลัยทุกระดับ

11.ขอให้หัวหน้าส่วนงาน ชี้แจงบัญชีทรัพย์สินด้วย

12.ขอให้หัวหน้าส่วนงานสามารถถูกถอดถอนได้ ถ้าบริหารงานอย่างไร้ความชอบธรรม

13.ต้องการให้บรรจุขั้นตอนการพิจารณาขึ้นขั้นเงินเดือนโปร่งใสได้ ตรวจสอบได้

14.ในการพิจารณาภาระงานสอนอาจารย์ 15 ชั่วโมง/สัปดาห์ และภาระงานวิจัย กิจการนักศึกษา คิดเป็นภาระงาน ซึ่งถ้าคิดตาม FTES ไม่เหมาะสมยิ่ง

15.ควรมีความชัดเจนของเงินเดือน ระหว่างพนักงานมหาวิทยาลัยปัจจุบันที่รับเงินเดือน 1.7 เท่า กับข้าราชการที่เมื่อออกจะได้ประมาณ 1.3 เท่า จะมีความต่างกัน 0.4 ซึ่งไม่เป็นธรรมสำหรับข้าราชการ

16.ระเบียบฯ เน้นความสำคัญของการบริหารจัดการและผลประโยชน์มากกว่าการคำนึงถึงสิทธิ สวัสดิการ ขวัญกำลังใจ และความมั่นคงในชีวิตของผู้ปฏิบัติ ซึ่งไม่เคยทราบว่ามีปรากฏที่ใดของประเทศต่าง ๆ ในโลก

17.ควรให้สิทธิข้าราชการที่มีอายุใกล้เกษียณ (5-7 ปี) ได้รับสิทธิตามระเบียบของราชการให้ได้สูงสุด (ถ้าจำเป็นต้องออกจากราชการจริงๆ)

18.ยังไม่เห็นประโยชน์ของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับที่มีมากกว่าการเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ/ท้องถิ่นชัดเจนเท่าไหร่ในปัจจุบัน (อาจจะต้องพูดให้เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นของส่วนรวม/สังคมมากกว่านี้)

19.การบริหารงานบุคคลในระบบคู่ขนาน หน่วยงานที่ทำงานบริหารบุคคลก็คงจะทำงานเป็น 2 ระบบและให้ทักษะความรู้ทางกฎ ระเบียบ บริหารงานบุคคลเป็น 2 แบบ ควรเพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่บุคคล

20.กังวลในเรื่องของการประเมิน หากมีการประเมินที่โปร่งใส

21.ขอให้บุคลากรมีส่วนร่วมมากที่สุด สภาพนักงานควรให้สายสนับสนุนมีสิทธิเป็นประธานสภาด้วย

22.เป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตทุกสาขาวิชาชีพ เพื่อความสมบูรณ์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เติบโตเฉพาะสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งหรือวิชาชีพที่หารายได้ได้ง่าย

23.ควรมีการชี้แจงและประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจน ถึงผลดี ผลเสีย ของการเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับอย่างกว้างขวาง ในด้านต่างๆ เช่น ความก้าวหน้าทางวิชาการ ความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยในอนาคตในด้านการเงิน ผลกระทบต่อนักศึกษา

24.ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ความภาคภูมิใจในความเป็น “ข้าราชการ” หายไปไหนหมด

25.ควรเลือกอธิการและผู้บริหารแบบมืออาชีพ

26.วางแผนบริหารทรัพย์สินต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น งานที่ดินสิ่งก่อสร้าง ทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพ

27.ปรับทิศทางให้ชัดเจน โดยเฉพาะ Core Competency ว่าเราควรเน้นตรงไหน

28.ส่งเสริมให้มีการสร้างบรรยากาศของการสร้างสรรค์งานมากทางการเน้นกฎระเบียบที่หยุมหยิม

29.ถ้าออกนอกระบบแล้วแก้ปัญหาเหล่านี้ได้จริงไหม (คนมาทำงานสาย**คนอู้งาน โยนงาน**คอรัปชั่นในองค์กร**มีบทลงโทษที่เข้มจริงไหม)

30.เมื่อเปรียบเทียบดูแล้ว พ.ร.บ. ให้ความสำคัญกับข้าราชการมากกว่า และคนที่เป็นพนักงานปัจจุบันดูเหมือนจะเสียเปรียบเมื่อเทียบกับข้าราชการที่เปลี่ยนมาเป็นพนักงาน เนื่องจากพวกที่เปลี่ยนมาใหม่สามารถมีสวัสดิการที่ดีกว่าได้ ขึ้นอยู่กับว่าเลือกอะไร

31.ควรมีแนวทางปฏิบัติเพื่อจะได้ผู้บริหารที่มีความยุติธรรมซื่อสัตย์

32.ควรมีสวัสดิการไม่น้อยกว่าราชการ (สุขภาพและการศึกษาของตนเองและบุตร)

33.ควรมีความเป็นธรรมในการประเมินและการร้องทุกข์

34.ควรให้ทุกฝ่ายของทุกวิชาชีพร่วมในการออกข้อบังคับ

35.ควรพัฒนาพนักงานและข้าราชการอย่างต่อเนื่อง

36.ควรสร้างขวัญกำลังใจโดยสร้างความมั่นคงในอาชีพอย่างเสมอภาค

37.ต้องการทราบข้อมูลโดยเฉพาะการประเมินระหว่างกลุ่มพนักงานและกลุ่มที่ยังคงเป็นข้าราชการอยู่ เนื่องจากอยู่สายวิชาการต้องมีผลงานวิจัยตามมาตรฐานเดียวกันหรือไม่อย่างไร

38.อยากให้มี Case ตัวอย่างว่าแต่ละช่วงอายุ/ตำแหน่ง ถ้าออก/ไม่ออก มีผลดี-ผลเสียอย่างไร แจกจ่ายให้บุคลากรทราบเพื่อตัดสินใจ

39.ต้องการทราบว่าข้อบังคับต่างๆก่อนเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ยังไม่แน่ใจว่ามหาวิทยาลัยจะมีเงินมาจ่ายให้พนักงานที่ออกเกือบทั้งหมดได้อย่างไร

40.การพิจารณาความดีความชอบ (เลื่อนขั้นเงินเดือน) ได้ถูกระบุไว้ใน พ.ร.บ. ว่าต้องเป็นธรรม แต่เท่านั้นไม่เพียงพอ ควรมีการตรวจสอบหาบุคลาการภายนอกด้วย เพราะการเล่นพรรคเล่นพวกมีอยู่มาก

41.อยากให้ยังคงมีจริยธรรมคู่กับคุณธรรมไว้เหมือนเดิม เกรงว่าจะมีการแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่น การแข่งขันจะมากขึ้น มีการเห็นแก่ตัว มากกว่าประโยชน์ขององค์กร ส่วนรวม

42.ความก้าวหน้าของฝ่ายสนับสนุนวิชาการจะไปในทิศใด

43.ยังไม่แน่ใจว่าการเปลี่ยนจากข้าราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจะดีกว่าเดิมหรือไม่

44.อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ต้องคำนึงถึงผู้น้อยซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของ มช.

45.เครื่องมือที่ใช้ประเมินผลงานควรมีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้ กำหนดจากส่วนกลาง เพราะทุกวันนี้ในระบบราชการเครื่องมือที่ใช้ประเมินเลื่อนขั้นยังมีการใช้ความรู้สึกของผู้ประเมินเป็นเครื่องมือตัดสิน

46..ต้องการให้มหาวิทยาลัยมีระบบที่มั่นคง สวัสดิการ เงินเดือนดี

47.ผู้บริหารต้องมีความเป็นธรรม ระบบบริหารจัดการต้องชัดเจน โปร่งใส งานบางอย่างต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนในแต่ละระดับชั้น งานบางประเภทต้องอาศัยทักษะพิเศษเครื่องมือพิเศษ ในวิชาชีพเฉพาะ ต้นทุนดำเนินการในขั้นตอนการรักษาพยาบาลบางอย่างสูงมาก ณ ขณะนี้ยังอ้างอิงตามระบบกรมบัญชีกลาง ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงในอนาคตมหาวิทยาลัยจะต้องขึ้นค่าบริการประชาชนจะทำอย่างไร
มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาไปสู่ระดับ world class แต่ basic knowledge ของผู้ที่จบมหาวิทยาลัยยังอยู่ในระดับต่ำ (ประเมินจากแบบสอบถามผู้รับผลงาน) ดังนั้น การประเมินผลงานอาจารย์ต้องจริงจังมากกว่านี้ อาจารย์ต้องทำงานเป็นทีม สหสาขาวิชาชีพในสายวิชาชีพต้องสามารถปฏิบัติได้ไม่ใช่สอนตาม text book

48.ดูตามหลักเกณฑ์แล้วดูดีมากแต่การปฏิบัติจะเป็นไปด้วยความราบรื่นหรือไม่ไม่มีผู้ใดรับประกันได้เพราะระบบบริหารราชการโดยทั่วไปยังมีข้อเป็นห่วงเรื่องคุณธรรมจริยธรรมความโปร่งใสของผู้บริหารทำให้เกิดความไม่มั่นคงในการปฏิบัติงาน

49.ดีทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพการปรับเปลี่ยนโครงสร้างงานทำได้ง่าย

50.ควรมีการให้อัตราเงินที่เพิ่ม ของสายวิชาการและสายสนับสนุนวิชาการเท่ากันหรือใกล้เคียงกันเพราะผู้ปฏิบัติงานให้มหาวิทยาลัยด้วยความทุ่มเทไม่แตกต่างกัน

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ขอบคุณมากครับสำหรับบทความ